|
หลอดประหยัดไฟ ปลอดภัยและประหยัด |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันเสาร์ที่ 07 กรกฏาคม 2007 เวลา 09:54 น. |
|

หลอดประหยัดไฟหรือหลอด ตะเกียบ เชื่อกันว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า แต่ให้ความสว่างมากกว่าหลอดไส้ร้อนแบบธรรมดา (Incandescent Light Bulb) ที่มักจะให้รังสีความร้อน(90%) มากกว่าแสงสว่าง แต่ความจริงข้อหนึ่งก็คือ ...
แม้ว่ามันสามารถประหยัดไฟได้มากกว่าเนื่องจากมันใช้พลังงานเพียง 25% เมื่อเทียบกับหลอดไส้ และอายุการใช้งานนานกว่าถึง 10 เท่า นอกจากราคาที่สูงกว่าหลอดไส้หลายเท่าตัวแล้ว ภายในหลอดประหยัดไฟ (Compact Fluorescent Light bulbs (CFLs)) ทุกหลอด ยังมีสารโลหะหนักคือ ปรอท (หรือ mercury: Hg) บรรจุอยู่โดยเฉลี่ยประมาณ 5 มิลลิกรัม เพื่อช่วยให้เกิดการส่องสว่าง ซึ่งสารปรอท
(บางครั้งเรียก quicksilver) นั้นเป็นสารพิษโดยเฉพาะต่อไตและพัฒนาการทางสมองของทารกในครรภ์และเด็กในวัย เจริญเติบโต
หลอดประหยัดไฟ (“หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์” )
ที่ผ่านมามีการสั่งระงับการใช้สารปรอทในอุปกรณ์บางอย่างเช่น เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า (Thermostat) หรือเครื่องวัดอุณหภูมิ (Thermometers) เป็นต้น
ปัญหาสำหรับหลอดประหยัดไฟก็คือ เมื่อหลอดไฟแตก สารปรอทส่วนหนึ่งก็จะระเหยกลายเป็นไอ ส่วนที่เป็นผงก็จะฟุ้งกระจายอยู่บนพื้นผิว เช่น ร่องไม้ พรมปูพื้น หรือเสื้อผ้า แล้วเราอาจจะสูดดมเข้าไป
ในปี 1987 วารสาร Pediatrics รายงานว่า มีเด็กอายุ 23 เดือนมีอาการน้ำหนักตัวลดและมีผื่นคันขึ้นตามตัวอย่างร้ายแรง เนื่องจากในบริเวณที่เด็กเล่นนั้น มีกล่องของหลอดไฟ และหลอดไฟความยาว 8 ฟุต แตกกระจายอยู่หลายหลอด!
คำแนะนำหากคุณทำหลอดประหยัดไฟแตก
ให้เปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ แล้วให้คนและสัตว์เลี้ยงออกไปข้างนอกอย่างน้อย 15 นาที หากมีเครื่องปรับอากาศหรือระบายอากาศ ควรปิดเครื่องทันทีเพราะสารปรอทอาจเข้าไปอยู่ในไส้กรองของเครื่องได้ หากเครื่องยังทำงานอยู่
จากนั้น ชิ้นส่วนของหลอดไฟ คุณอาจใช้กระดาษแข็งหรือที่โกยขยะตักชิ้นส่วนหลอดไฟใส่ในถุงพลาสติก หรือกระปุกแก้วพร้อมฝาปิด (ถ้ามี) ถ้าเป็นไปได้ควรสวมถุงมือด้วย จากนั้น ใช้เทปกาวเหนียวเก็บชิ้นส่วนเล็กๆ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำ หรือ กระดาษเช็ดครัว (paper towel) เปียกเช็ดบริเวณแล้วทิ้งผ้า/กระดาษนั้นไปในถุงด้วยเมื่อใช้เสร็จ จากนั้นถุง (หรือกระปุกแก้ว) ที่บรรจุขยะหลอดไฟไม่ควรตั้งอยู่ในบ้าน ควรไปอยู่ในถังเพื่อรอการกำจัดต่อไป ที่สำคัญ ไม่ควรใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่น เนื่องจากจะทำให้ฝุ่นผงปรอทฟุ้งกระจายไปยังส่วนอื่นๆภายในบ้าน เสร็จแล้วอย่าลืมล้างมือให้สะอาดค่ะ
นอกจากนี้ แม้หลอดประหยัดไฟจะสามารถนำมารีไซเคิลได้ แต่หน่วยงานรีไซเคิลหลอดประหยัดไฟนั้นก็มีอยู่น้อยเต็มที (มีอยู่ในบางประเทศ และบางรัฐของประเทศอเมริกา และบางประเทศในยุโรป) เนื่องจากสารปรอทที่ทำให้ขั้นตอนการรีไซเคิลมีความซับซ้อนและต้นทุนสูง เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีการนำหลอดประหยัดไฟกลับมารีไซเคิล จึงทำให้หลอดประหยัดไฟยังอ้างไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อมันหมดอายุการใช้งานแล้ว โดยส่วนใหญ่ก็จะถูกโยนทิ้งไป ท้ายที่สุดก็ไปนอนรวมกันอยู่ที่บ่อขยะ และเมื่อหลอดไฟแตกเนื่องจากการกระทบกระแทกก็จะทำให้สารปรอทไหลออกมาปนเปื้อน ภายในบ่อขยะ รั่วซึมไปตามผิวดิน เมื่ออากาศร้อนขึ้นก็กลายเป็นไอ และเมื่อฝนตกมันก็รั่วซึมไปกับระดับน้ำผิวดิน
ในประเทศออสเตรเลีย รัฐบาลวางแผนให้ทุกครัวเรือนภายในประเทศหันมาใช้หลอดประหยัดไฟ ทั้ง หมด 100% ภายในปี 2010 และได้เริ่มเมื่อปลายปีที่ผ่านมาโดยการแจกหลอดประหยัดไฟให้กับประชาชน เพื่อลดการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ลงประมาณ 4 ล้านตันต่อปี (ขยายความก็คือ หลอดประหยัดไฟสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากมันใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า จึงทำให้มีการเผาถ่านหินน้อยกว่า เนื่องจากไฟฟ้าผลิตมาจากถ่านหินซึ่งกระบวนการการผลิตได้ก่อให้เกิดก๊าซ เรือนกระจก) ทั้งนี้ สภาคองเกรส และรัฐบาลใน 4 รัฐของอเมริกา ก็กำลังพิจารณาข้อดี ข้อเสีย ของการนำนโยบายหลอดประหยัดไฟมาประกาศใช้กับคนอเมริกาเช่นเดียวกันกับ ออสเตรเลียและยุโรป
...น่ารู้...
เปิดหรือปิดไฟ อย่างไหนประหยัดกว่า
คุณอาจจะสงสัยว่า การเปิดปิดไฟบ่อยๆ อาจทำให้สิ้นเปลืองไฟมากกว่า เนื่องจากต้องทำให้หลอดเริ่มและหยุดทำงานหลายๆครั้ง อาจทำให้อายุการทำงานของหลอดสั้นลง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม นาย Francis Rubinstein แนะนำว่า การเปิดปิดไฟบ่อยๆ นั้นมีผลกระทบน้อยนิดต่อการทำงานและอายุการใช้งาน ดังนั้น ควรปิดไฟทันทีเมื่อเลิกใช้แทนการเปิดไฟทิ้งไว้ โดยเฉพาะหากท่านจะเดินออกจากห้องนั้นไปเกินกว่า 5 นาที
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=148220 |
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2009 เวลา 03:46 น. |